ความแตกต่างระหว่างหูฟังทั้งสองรุ่นนี้อยู่ที่สเปกเดียว นั่นคือจำนวนแม่เหล็ก Sony เปิดตัว PlayStation Pulse และ Pulse Edge ซึ่งทั้งคู่ใช้ไดรเวอร์แบบ planar magnetic เหมือนกัน แต่ Pulse Edge มีจำนวนแม่เหล็กมากกว่า Pulse ถึงสองเท่า ทางบริษัทระบุว่าสิ่งนี้ช่วยให้เสียงเบสมีความลึกมากขึ้น
หลักการทำงานของเทคโนโลยี planar magnetic คือการให้แผ่นไดอะแฟรมบางแบบแบนลอยอยู่ระหว่างแม่เหล็ก ซึ่งโดยทั่วไปจะให้ความเพี้ยนของเสียงต่ำกว่าและเสียงเบสที่สะอาดกว่าไดรเวอร์ประเภทอื่น Sony เปิดตัวหูฟัง planar magnetic รุ่นแรกคือ Pulse Elite ในปี 2024 ซึ่งเป็นผลงานชิ้นแรกหลังจากที่บริษัทเข้าซื้อ Audeze แบรนด์หูฟังระดับไฮเอนด์ที่มีชื่อเสียงด้านเทคโนโลยีนี้โดยเฉพาะ
ทั้ง Pulse และ Pulse Edge มาพร้อมไมโครโฟนในตัวที่มีระบบตัดเสียงรบกวนด้วย AI ซึ่งทางบริษัทระบุว่าสามารถกรองเสียงรบกวนจากพื้นหลังได้ จุดเด่นร่วมกันอีกอย่างคือระบบระบุตำแหน่งเสียงแบบทิศทาง โดย Sony อธิบายว่าจะช่วยให้ผู้เล่นเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งแยกแยะทิศทางของเสียงฝีเท้าได้ง่ายขึ้น
ความแตกต่างที่เหลืออยู่ที่ Pulse Edge นอกจากจำนวนแม่เหล็กที่เพิ่มเป็นสองเท่าแล้ว ยังมาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวนแบบแอคทีฟและไมโครโฟนแบบถอดได้ ซึ่งบริษัทระบุว่าจะช่วยให้การสนทนาด้วยเสียงชัดเจนขึ้น หูฟังทั้งสองรุ่นรองรับการเชื่อมต่อผ่าน PlayStation Link ที่สามารถสลับใช้งานได้ระหว่าง PS5, PlayStation Portal, พีซี และ Mac พร้อมส่งสัญญาณเสียงแบบดีเลย์ต่ำ นอกจากนี้ยังคงความยืดหยุ่นด้วยการรองรับการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธด้วย
หูฟังทั้งสองรุ่นยังไม่เปิดให้สั่งซื้อ และ Sony ก็ยังไม่ได้เปิดเผยราคา แต่จากความแตกต่างของสเปคสินค้าก็พอจะคาดเดาได้ว่า Pulse Edge น่าจะเป็นรุ่นที่มีราคาสูงกว่า สิ่งที่พอใช้อ้างอิงได้คือ ปัจจุบัน Pulse Elite วางขายบน Amazon ในราคา 149 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วน Audeze Maxwell 2 เวอร์ชัน PlayStation ที่เปิดตัวในงาน CES 2026 นั้นมีราคาอยู่ที่ 329 ดอลลาร์สหรัฐ