ตัวถังสูงจากพื้นเพียงหนึ่งเมตร ตัวเลขนี้ต่ำกว่ารถรุ่นผลิตจริงของ Bugatti ทุกรุ่นที่มีอยู่ในปัจจุบัน เมื่อ Destrier เปิดตัวที่งาน The Quail ในช่วง Monterey Car Week สิ่งแรกที่ทำให้คนตะลึงไม่ใช่สีสัน แต่เป็นสัดส่วนที่เตี้ยจนแทบกดติดพื้น — ล้อหน้าขนาด 20 นิ้วและล้อหลัง 21 นิ้วที่ค้ำตัวถังอันเตี้ยเช่นนี้ ให้ความรู้สึกทางสายตาว่าใกล้ชิดกับผิวถนนยิ่งกว่าตัวเลขจริงเสียอีก

จุดเริ่มต้นของรถคันนี้คือ Bolide รถสมรรถนะสูงสุดขั้วที่ Bugatti สร้างขึ้นเพื่อสนามแข่งโดยเฉพาะ มาพร้อมแชสซีคาร์บอนไฟเบอร์และเครื่องยนต์ W16 กำลัง 1,600 แรงม้า Destrier คือผลงานชิ้นที่สามของ Programme Solitaire โครงการที่ก้าวไปไกลกว่าบริการปรับแต่งพิเศษ Sur Mesure เดิมของแบรนด์ โดยเปิดโอกาสให้ลูกค้าเพียงหยิบมือได้ร่วมสร้างสรรค์ตัวถังเฉพาะตัวตั้งแต่ศูนย์กับทีมออกแบบของ Bugatti ผลงานสองชิ้นก่อนหน้านี้คือ Brouillard และ F.K.P. Hommage

ตัวถังของ Bolide แทบทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อทำเวลาต่อรอบให้ดีที่สุด ชุดแอโรไดนามิกที่โผล่ออกมาภายนอกครองพื้นที่สายตาส่วนใหญ่ สิ่งที่ Destrier ทำนั้นใกล้เคียงกับ "การลดทอน" — แชสซีและระบบส่งกำลังยังคงเดิม แต่เปลือกตัวถังทั้งหมดถูกปั้นขึ้นใหม่ ถอดชิ้นส่วนแอโรไดนามิกที่โผล่ออกมาส่วนใหญ่ออก แล้วแทนที่ด้วยพื้นผิวโค้งที่ต่อเนื่องกลมกลืนมากขึ้น สปอยเลอร์ท้ายรถถูกผสานเข้ากับมวลตัวถัง ไม่ใช่ชิ้นส่วนแยกที่ติดตั้งเดี่ยวๆ อีกต่อไป

Bugatti ติดป้ายสลักด้วยเลเซอร์ไว้เหนือกระจกบังลมด้านในรถ เป็นภาพรถแข่ง Type 57G Tank และ Type 57SC Atlantic จากยุค 1930s วางเคียงกัน แชสซี Type 57 ชุดเดียวกันในสมัยนั้นเคยรองรับรถรุ่นที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ป้ายนี้จึงเปรียบเสมือนคำอธิบายของ Destrier เองว่ามันสัมพันธ์กับ Bolide อย่างไร — โครงกลไกเดียวกัน สามารถแตกหน่อออกมาเป็นรูปทรงที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงได้









