"พวกเขาคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์เรียกร้องได้ตามใจ แต่ความจริงคือ เราไม่ต้องการแคนาดา พวกเขาต่างหากที่ต้องการเรา!" ทรัมป์โพสต์ข้อความนี้ผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันจันทร์ ตามมาด้วยมาตรการภาษีใหม่ที่อาจทำให้อุตสาหกรรมรถยนต์ของทั้งสองประเทศต้องจ่ายราคาแพงพร้อมกัน นั่นคือ การขึ้นภาษีสินค้าอย่างรถยนต์ รถบรรทุก และเหล็กกล้าจากแคนาดาเป็น 50% ซึ่งกำหนดจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2027
สงครามภาษีครั้งนี้ต้องย้อนกลับไปที่ปี 2025 ตอนนั้นสหรัฐฯ ประกาศขึ้นภาษีแคนาดารอบแรก ทำให้แคนาดาตอบโต้ด้วยการห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากสหรัฐฯ ในเกือบทุกมณฑล ซึ่งคำสั่งห้ามนี้ยังคงมีผลจนถึงปัจจุบัน จากนั้นในเดือนกรกฎาคมปีนี้ ทรัมป์ประกาศขึ้นภาษีวิสกี้และเบียร์จากแคนาดาอีก 50% เดิมกำหนดมีผลวันที่ 19 สิงหาคม แต่ก็เลื่อนออกไป 3 วัน หลังมีข่าวว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงการค้ากันแล้ว เหลือเพียงรอสรุปเอกสารอย่างเป็นทางการ
สุดท้ายแล้วข้อตกลงก็ไม่สามารถบรรลุผลได้ เมื่อดึกคืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทั้งสองประเทศต่างออกมายืนยันว่าการเจรจาล้มเหลว พร้อมกล่าวโทษกันไปมาว่าอีกฝ่ายเป็นต้นเหตุที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง ตามรายงานของ The New York Times นายกรัฐมนตรีแคนาดา มาร์ก คาร์นีย์ (Mark Carney) กล่าวเมื่อวันเสาร์ว่า ขณะนี้แคนาดา "อยู่ในภาวะสงคราม" ทางการค้ากับสหรัฐฯ และจะเรียกเก็บภาษีตอบโต้กับสินค้าสหรัฐฯ อาทิ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และอาหาร
ภาษีรถยนต์คือก้าวต่อไปของการเผชิญหน้าครั้งนี้ หากอัตราภาษี 50% มีผลบังคับใช้ตามกำหนดในต้นปี 2027 ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ค่ายรถแคนาดาเท่านั้น หากเทียบให้เห็นภาพ ภาษีที่ทรัมป์ประกาศเรียกเก็บกับค่ายรถทั่วโลกเมื่อเดือนเมษายน 2025 ก็ทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องแบกรับต้นทุนรวมกันถึง 3.54 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในช่วงเวลาหนึ่งปีจนถึงเดือนมีนาคมปีนี้ ส่วนภาษีใหม่นี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องรอดูกันต่อไป