
การตัดสินว่าลิปทินท์ตัวไหนใช้ดีจริงหรือไม่ ไม่ใช่การทดสีบนกระดาษที่เคาน์เตอร์แบรนด์ แต่คือการเสียดสีจากชีวิตประจำวันทั้งวัน ตั้งแต่มื้อเช้า กาแฟที่เติมซ้ำ มื้อเที่ยงซูชิ ไปจนถึงประชุมที่ไม่มีจบสิ้น ทีมบก. Allure ทาลิปทินท์ที่กำลังเป็นที่พูดถึงมากที่สุดหลายตัวลงบนปากตัวเอง ถ่ายภาพเทียบกันระหว่างตอนที่ทาเสร็จใหม่ๆ กับผ่านไป 4-8 ชั่วโมง เพื่อบันทึกว่าสีเหลืออยู่มากน้อยแค่ไหนกันแน่

Lip Nectar จาก Violette_FR คือตัวที่ดีที่สุดโดยรวมในการทดสอบรอบนี้ ราคา 29 ดอลลาร์สหรัฐ วางขายที่ Sephora และยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่แบรนด์คว้ารางวัล Allure Best of Beauty ประจำปี 2025 มาได้ด้วย มันพลิกภาพจำเดิมๆ ที่คนมักคิดว่าลิปทินท์ต้อง "ด้านและแห้ง" เพราะเนื้อสัมผัสของมันมันวาวเงางาม ในส่วนผสมมีสควาเลน เนยชีอา เซราไมด์ และไฮยาลูโรนิกแอซิด หลังทาแล้วต้องรอสองนาทีให้สีจับตัว และสีจะเข้มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อทาซ้ำ Managing editor อย่าง Alessandra Foresto เล่าว่าหลังจากกินมื้อเช้า ดื่มกาแฟเย็น แล้วต่อด้วยมื้อเที่ยงซูชิ ปากของเธอยังคงมีสีเคลือบเงาบางๆ หลงเหลืออยู่ ส่วน interim features director อย่าง Kara McGrath สังเกตว่าสีจะเริ่มจากใกล้เคียงใสแทบมองไม่เห็น แล้ว "บลูม" กลายเป็นสีแดงเข้ม เบอร์รี่ หรือคาราเมลภายในไม่กี่วินาที เนื้อสัมผัสที่เป็นน้ำมันทำให้ปากไม่แห้ง สีที่เธอหยิบใช้บ่อยที่สุดคือ Bêtise และ Dahlia Noir จากทั้งหมด 4 สีในคอลเลกชัน

Rom&nd The Juicy Lasting Tint จากเกาหลี ราคาเพียง 15 ดอลลาร์สหรัฐ หาซื้อได้บน Amazon เป็นตัวแทนของคำพูดที่ว่า "ไม่มีใครเข้าใจลิปทินท์เท่าเกาหลีอีกแล้ว" บก.บริหาร Jessica Cruel เล่าว่าทุกครั้งที่ไปโซลเธอจะแวะกวาดซื้อที่ Olive & Young เธอบอกว่าเนื้อสัมผัสของมันชุ่มฉ่ำ ทาง่าย สามารถทาบางๆ ให้ได้สีปากกัดอ่อนๆ หรือทาซ้ำให้เข้มขึ้นเป็นสีแดงเข้มได้ ทนผ่านการประชุมมาหลายรอบ พอแห้งแล้วแทบไม่รู้สึกว่ามีอะไรอยู่บนปากเลย ส่วน Commerce editor อย่าง Sarah Han บอกว่านี่คือลิปที่เธอ "หยิบมาใช้บ่อยที่สุด" ติดสีเร็ว พอแห้งแล้วให้ผลลัพธ์แบบด้านนวลเป็นธรรมชาติ เธอทดสอบแล้วผ่านไป 4 ชั่วโมงสียังชัดเจนอยู่ สีที่เธอชอบที่สุดสองสีคือ Plum Coke สีเบอร์รี่เข้ม กับ Fig Fig สีชมพูโทนเย็น จากทั้งหมด 23 สีในคอลเลกชัน










