
ในขณะที่รถสมรรถนะสูง 650 แรงม้าส่วนใหญ่ต่างใช้เกียร์อัตโนมัติและระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยเพื่อแลกกับเวลาต่อรอบที่เร็วขึ้น EHRA ของ RUF กลับเลือกใช้เกียร์ธรรมดา 7 สปีด นี่ไม่ใช่ท่าทีแบบย้อนยุค แต่เป็นจุดยืนที่ชัดเจน กำลังขับเคลื่อนถูกส่งผ่านเกียร์ธรรมดาเข้าสู่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบปรับได้ตลอดเวลา พร้อมชุดลิมิเต็ดสลิปดิฟเฟอเรนเชียล ทีมวิศวกรจงใจรักษาบุคลิกการควบคุมที่เอนไปทางขับเคลื่อนล้อหลังไว้ ในปี 2026 ที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์แทบจะเป็นมาตรฐานของรถสมรรถนะสูงไปแล้ว การผสมผสานแบบนี้ในตัวมันเองก็ถือเป็นคำประกาศจุดยืนอย่างหนึ่ง

ชื่อรุ่น EHRA มาจากสนามทดสอบรถ Ehra-Lessien ที่ RUF ใช้มาอย่างยาวนาน ซึ่งนักแข่งรถ Phil Hill เคยขับ CTR Yellowbird รุ่นแรกทำสถิติความเร็วสูงสุดที่นั่น และกลายเป็นหนึ่งในภาพจำที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์แบรนด์ RUF แต่ครั้งนี้ RUF นำแนวคิดเดียวกันมาขยายจากเรื่องความเร็วสูงสุดล้วนๆ ไปสู่การขับขี่ระยะทางไกลขึ้นและสภาพถนนที่หลากหลายมากขึ้น EHRA จึงเปิดตัวครั้งแรกของโลกในงาน Monterey Car Week 2026 โดยวางตำแหน่งรุ่นให้แยกออกจาก CTR Anniversary ที่เน้นเรื่องสถิติความเร็วสูงสุดอย่างชัดเจน แม้ทั้งสองรุ่นจะใช้แพลตฟอร์มโมโนค็อกคาร์บอนไฟเบอร์ของ RUF ร่วมกันก็ตาม

ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดในภายนอกคือสัดส่วนตัวถัง ล้อหน้าถูกขยายกว้างขึ้น 58 มิลลิเมตร และล้อหลังกว้างขึ้น 54 มิลลิเมตร ทำให้ตัวถังกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่วนเส้นสายด้านท้ายถูกดึงยาวออกเป็นทรง Fastback สำหรับการขับทางไกล ครั้งนี้ RUF ตัดปีกหางปลาวาฬแบบตายตัวอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ออกไป เปลี่ยนมาใช้ปีกคาร์บอนไฟเบอร์ที่สามารถยกตัวขึ้นอัตโนมัติเมื่อขับด้วยความเร็วสูง และยังควบคุมด้วยมือจากภายในห้องโดยสารได้ด้วย เส้นสายด้านหน้าและด้านท้ายถูกออกแบบใหม่เพื่อจัดการการไหลของอากาศและระบายความร้อน ส่วนล้อแม็กแบบขึ้นรูปห้าก้านล็อกก็ถูกจัดวางให้เข้ากับตัวถังที่ขยายกว้างขึ้น









