แตงโมเคยแบกป้ายที่ไม่ค่อยยุติธรรมนัก—ค่า GI (ดัชนีน้ำตาล) อยู่ที่ 72 ถึง 76 ซึ่งจัดอยู่ในระดับสูง ทำให้หลายคนที่ใส่ใจเรื่องน้ำตาลในเลือดหรือการควบคุมรูปร่างเก็บมันไว้ในใจแบบระแวดระวัง แต่ข้อมูลใหม่ที่มหาวิทยาลัยซิดนีย์เผยแพร่แสดงให้เห็นว่า ค่า GI เฉลี่ยของแตงโม 4 สายพันธุ์อยู่ที่เพียง 50 เท่านั้น และเมื่อคำนวณเป็นหน่วยบริโภค 120 กรัม ค่าดัชนีน้ำตาลโหลด (GL) ยิ่งต่ำเพียง 4.4 ตัวเลขที่อ่อนโยนกว่าที่หลายคนเคยเข้าใจมาก
ผลไม้ชนิดนี้ประกอบด้วยน้ำประมาณ 90% จากฐานข้อมูลส่วนประกอบอาหารของกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของญี่ปุ่น พบว่าแตงโมเนื้อแดงทุก 100 กรัม มีคาร์โบไฮเดรต 9.5 กรัม ใยอาหาร 0.3 กรัม โปรตีน 0.6 กรัม ไขมัน 0.1 กรัม และให้พลังงานเพียง 41 กิโลแคลอรี่ ปริมาณน้ำตาลที่แน่นแต่แคลอรี่โดยรวมต่ำ คือเหตุผลที่มันตอบโจทย์ทั้งความ "อยากกินหวาน" และ "ควบคุมปริมาณ" ได้ในเวลาเดียวกัน
นอกจากสารต้านอนุมูลอิสระและแร่ธาตุ สารอาหารเหล่านี้ก็น่าจับตา
แตงโมอุดมไปด้วยไลโคปีน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระค่อนข้างแรง อีกทั้งยังมีซิทรูลลีน (citrulline) ที่อาจส่งผลดีต่อการไหลเวียนเลือดและความดันโลหิต ในด้านแร่ธาตุมีทั้งโพแทสเซียม แมกนีเซียม และฟอสฟอรัส ประกอบกับวิตามินบีรวม วิตามินเอ และวิตามินซี จึงเป็นเหตุผลที่หลายคนเลือกแตงโมเป็นแหล่งเติมน้ำในหน้าร้อน—นอกจากน้ำแล้ว ยังมาพร้อมความหนาแน่นทางโภชนาการอีกด้วย วิตามินซีโดยเฉพาะมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับการสร้างคอลลาเจน มีบทบาทต่อการดูแลผิวและเส้นผม แม้ปริมาณใยอาหารจะไม่สูงมากนัก แต่เมื่อรวมกับปริมาณน้ำที่มาก ก็ยังช่วยเพิ่มความอิ่มและช่วยควบคุมความอยากอาหารได้







